ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ข้อบกพร่องของงานวิจัย

***มนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญานของการต้องสู้ ชกต่อยแพ้ก็จะโกรธแค้น ถ้าเป็นความปิติยินดี จะจางหายอย่างรวดเร็ว แต่ความโกรธแค้นกลับกลายเป็นตะกอนตกค้างในใจยาวนาน***
ผลงานวิจัยที่เป็นผลงานทางวิชาการ ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผล มักจะพบข้อบกพร่องดงนี้
1.ขาดความถูกต้องของรูปแบบการวิจัย คือไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการวิจัย
2.ขาดความถูกต้องของเนื้อหา เช่นการสร้างเครื่องมือ การใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล
3.ชื่อเรื่องไม่สอดรับกับวัตถุประสงค์ และสมมุติฐานของการวิจัย
4.การกำหนดปัญหาไม่น่าสนใจ หรือมีประโยชน์น้อย และบางปัญหทราบอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องทำวิจัย เพราะเสียทั้งเงิน และเวลาไปแบบไม่คุ้มค่า
5.ภูมิหลังหรือความเเป็นมาของปัญหาวิจัย ไม่ชัดเจน และมีมีความสำคัญน้อย พร้อมทั้งข้อมูลที่นำมาสนับสนุน หรือเป็นเหตุเป็นผลน้อย
6.วัตถุประสงค์ของการวิจัยกว้างเกินไปไม่ชัดเจน อาจนำไปสู่องค์ประกอบ อื่นๆ เช่น ตัวแปรที่ต้องการศึกาา และการเลือกสถิติมาวิเคาะห์ข้อมูลไม่เหมาะสม
7.เอกสาร และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีน้อย หรือมีมากแต่ไม่ค่อยเกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตอนอภิปรายผล
8.ประชากร และกลุ่มตัวอย่างมีน้อยเกินไป และการสุ่มตัวอย่างก็ไม่เหมาะกับประเภทของการวิจัย การวิจัยบางประเภทอาจใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง หรือโควต้าแต่การวิจัยบางประเภท จำเป็นต้องสุ่มตัวอย่างให้เป็นไปตามโอกาศทางสถิติ เป็นต้น
9.การใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ไม่สอดรับกับเครื่องมือวิจัย หรือปรัเภทของการวิจัย เช่นอาจใช้สถิติเบื้อต้น หรือระดับกลาง แต่เลือกใช้สถิติชั้นสูง เป็นต้น
10.การแปลผล หรือตีข้อความ การแปลผลไปคนละทางกับวัตถุประสงค์หรือสมมุติฐานของการวิจัย และแปลผลหรือตีความไม่สอดรับกับผลการคำนวณทางสถิติ
11.การอภิปรายผล สิ่งที่ผู้วิจัยมักจะทำได้ไม่ค่อยดี หรือไม่ได้ทำเลยคือการอภิปราย เพราะเป็นการนำผลงานวิจัย หรือข้อค้นพบ มาเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ หรือสมสุติฐานของการวิจัย และทฤษฎี รวมทั้งผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องว่าต่างกัน หรือเหมือนกันอย่างไร
12.คุณภาพของผลงานวิจัย การทำวิจัยแม้ว่าจะทำตามขั้นตอนของกระบวนการการวิจัยทุกขั้นตอน แต่ถ้าคุณภาพไม่่ถึงเกณฑ์ประเมินผลการวิจัยก็จะไม่ผ่านการพิจารณา

งานวิจัยที่มีคุณภาพ

***ก่อนที่จะทำอะไรโง่ๆ ควรคิดก่อนว่า คุณจะรู้สึกนึกคิดอย่างไรในภายหลัง***
จากเกณฑ์การประเมินผลงานวิจัย เพื่อกำหนดตำแหน่งทางวิชาการแก่ราชการในกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดเกณฑ์ไว้ทั้งหมด 9 ข้อ100 คะแนน
1.ความสำคัญ และความชัดเจนของงานวิจัย (10 คะแนน)
ต้องแสดงถึงความชัดเจนสำหรับปัญหาที่นำมาทำวิจัย และ ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษา ค้นคว้าวิจัยในปัญหานั้นๆ ตลอดจนปัญหานั้นจะต้องมีความน่าสนใจด้วย และ ต้องมีขอบเขตของปัญหาหรือเรื่องที่กว้างและลึกซึ้งกับระดับตำแหน่ง รวมทั้งการให้คำนิยามของตัวแปร หรือสิ่งที่ต้องการศึกษาซึ่งมีทั้งการนิยามศัพท์ตามพจนานุกรม หรือศัพท์เทคนิคทางวิชาการเป็นที่ยอมรับแล้วแต่ยังไม่ได้บัญญัติไว้ในพจนานุกรม และคำจำกัดความที่นิยมเรียกว่า "คำนิยามเชิงปฏิบัติการ" เป็นการนำเอาตัวแปรหรือสิ่งที่ต้องการศึกษามาอธิบายเพื่อให้ผู้อ่านผลงานวิจัยได้เข้าใจตรงกัน เพราะข้อความบางอย่างอาจจะมีความหมายได้ถึง 2 หรือ 3 นัย
2.การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (10 คะแนน)
ต้องรวบรวมแนวคิด หรือหลักการของผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่วข้องกับเรื่องที่ทำวิจัย และการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะการนำทฤษฎีมาอ้างอิงไว้จะทำให้ผลงานวิจัยมีน้ำหนักยิ่งขึ้น ส่วนผลงานวิจัยของผู้อื่่นที่นำมาไว้เพื่อใช้เปรียบเทียบในตอนอภิปรายผลจะต้องเป็นการวิจัยที่เกี่ยวข้องจริงๆ ในหัวข้อการอภิปรายผลจะต้องแสดงความเขื่อมโยงระหว่างผลการวิจัยกับแนวคิด หลักการ ทฤษฎี และ ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อหาแนวทางและ วางรูปแบบ ของการวิจัย (สร้าง Model) ในการตอบปัญหาหรือวัตถุประสงค์ และสมมุติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้ชัดเจน
3.ความเหมาะสมของการออกแบบวิจัย (10 คะแนน)
แบบแผนการวิจัยต้องระบุให้ชัดเจนว่าต้องการตอบปัญหาที่เกิดขึ้น หรือกำลังเป็นอยู่ ถ้าเป็นงานวิจัยที่มีการตั้งสมมุติฐาน โดยสมมุติฐานนั้นจะต้องตั้งให้ถูกต้องและสอดรับกับปัญหาวิจัย ดังเช่น มีรากฐานทางวิชาการที่ได้จากการศึกษาแยวคิด หลักการ ทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และต้องให้คำนิยามตัวแปรหรือสิ่งที่ศึกษาอย่างชัดเจนและสอดรับกับปัญหาของการวิจัยด้วย
4.ความเหมาะสมของเทคนิคการเก็บข้อมูล / กลุ่มตัวอย่าง (10 คะแนน)
จำนวนประชากรที่ใช้ในการวิจัยจะต้องเป็นไปตามหลักสถิติและกลุ่มตัวอย่างจะต้องกำหนดให้เหมาะสมกับปัญหาการวิจัย สำหรับการสุ่มตัวอย่างจะขึ้นอยู่กับประเภทของการวิจัย เพราะการวิจัยบางประเภทอาจกำหนดเป็นโควตาหรือเฉพาะเจาะจงได้ แต่การวิจัยบางประเภทจำเป็นจะต้องอาศัยความน่าจะเป็นการกำหนดกลุ่มตัวอย่าง
5.คุณภาพของเครื่องมือในการวิจัย (10 คะแแน)
เครื่องมือในการวิจัย เช่น แบบสัมภาษณ์ และอื่นๆ นับว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นเครื่องมือที่จะนำเอาปัญหา หรือข้อสงสัยที่อยากจะรู้มาตอบปัญหาตามวัตถุประสงของการวิจัย ดังนั้นผลงานวิจัยจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องมือวิจัย เช่นแบบสอบถามมีความลุ่มลึก หรือถามอย่างละเอียดมากน้อยเพียงใด โดยเครื่องมือวิจัยต้องมีการทดสอบความเชื่อมั่น หรือให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนนำไปใช้ เป็นต้น
6.การวิเคราะห์ข้อมูล (10 คะแนน)
มีความถูกต้องและเหมาะสมใช้การทางสถิติ (ถ้ามี) อย่างเหมาะสมถูกต้อง สามารถทดสอบ สมมุติฐสนที่ตั้งไว้ พร้องทั้งรายงานผงการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล
7.การสรุปและการอภิปรายรายงานผลงานวิจัย (10 คะแนน)
ประมวลและตีความตลอดจนอภิปรายผลของการวิจัย และแสดงความเชื่อมโยงผลของการวิจัยนี้เข้ากับมวลความรู้เดิมที่ศึกษามา
8.การอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล (10 คะแนน)
มีรูปแบบของการอ้างอิงแหล่งวิชาการที่ถูกต้องตามหลักสากลนิยมและมีความสม่ำเสมอในการใช้รูปแบบนั้น
9.ความสำคัญ และประโยชน์ของเรื่องที่วิจัย (20 คะแนน)
เรื่องที่ศึกษาวิจัยเป็นเรื่องที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ทางด้านวิชาการ หรือสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้

ผลงานวิชาการที่ดี

***ชีวิตมีอะไรมากกว่าที่เราเห็น เช่นเราไม่เห็นอากาศ ไม่เห็นคลื่นวิทยุ ไม่เห็นแม้กระทั่งความตาย แต่มันมีอยูจริง กรรมและผลของกรรมเป็นสิ่งที่รับรู้ได้ด้วยปัญญา***
ผลงานวิชาการที่ดี
1.เป็นผลงานที่มีคุณค่า 11.ชี้นำสังคม
2.การศึกษาค้นคว้าดี 12.เหมาะสมไม่ล่วงล้ำสิทธิบุคคล
3.มีความถูกต้อง 13.มีความแยบยลในการใช้ภาษา
4.ไม่บกพร่องด้านหลักการ 14.มีจรรยาบรรณ มีคุณธรรม
5.เป็นผลงานสร้าง 15.การจัดทำาประณีต งดงาม
6.ทันสมัย 16.มีความพอดี ความสมบูรณ์
7.เร้าใจผู้อ่าน 17.รวบรวมข้อมูลและนำเสนออย่างมีระบบ
8.เป็นงานที่สมบูรณ์ 18.ควบตามระเบียนที่กำหนดไว้
9.เพิ่มพูนความใหม่แก่วงวิชาการ 19.เนื้อหา รูปเล่ม น่าสนใจ น่าศึกษา
10.เป็นผลงานที่ไม่ขัดกับวัฒนธรรม 20.นำผลการวิจัยมาประกอบการเขียน

ข้อกำหนดเฉพาะของข้อสอบอัตนัย

ข้อกำหนดวิธีการออกข้อสอบอัตนัย
1. กำหนดวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดในการออกข้อสอบ เช่น มุ่งวัดอะไร วัดในเรื่องอะไรบ้าง
2. คำถามตลอดจนคำสั่งที่ต้องการให้ผู้เรียนตอบคำถามต้องชัดเจน
3. คำถามสั้น กระชับ มีเอกภาพ และควรมุ่งคำตอบที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าตอบกว้าง ๆ คลุมเนื้อหาวิชามาก ๆ
4. ไม่ควรให้มีการเลือกตอบ เพราะต้องการได้ผลลัพธ์ในทางเดียวกัน และไม่ต้องการให้ผู้สอบไม่เตรียมตัวเพราะเห็นว่าเลือกตอบได้ อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติยังละเลี่ยงอยู่บ้าง โดยเฉพาะในกรณีมีผู้สอนร่วม หรือเนื้อหาวิชามีมาก หรือเป็นการเรียกร้องของผู้สอบที่ไม่ค่อยพร้อม
5. ให้เวลาที่เหมาะกับการตอบคำถาม โดยทั่วไปอาจมี 3-5 ข้อต่อการสอบ 3 ชั่วโมง
6. ควรทำ "ธง" หรือกำหนดกรอบของเนื้อหา และความยาวโดยประมาณของคำตอบ เพื่อเป็นกรอบให้ผู้ออกข้อสอบเอง หรือกรรมการผู้ครวจคุณภาพข้อสอบ
7. คะแนนแต่ละข้อจะเป็นเท่าไรตามความยากง่ายหรือเนื้อหา แต่ควรเขียนกำหนดไว้ในคำถามไว้ในคำถามข้อนั้น ๆ เพื่อให้ผู้สอบได้ทราบ จะได้ใช้ประโยชน์ในการวางแผนการเขียนตอบข้อสอบได้อย่างถูกต้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่คะแนนในแต่ละข้อไม่เท่ากัน

ตัดเกรดแบบอิงกลุ่ม

การให้คะแนนแบบอิงกลุ่ม (Norm Referenced Test) เป็นการให้คะแนนตามการคำนวณหาค่าของกราฟรูประฆัง ถ้าออกมาเป็นรูประฆังคว่ำที่เป็นโค้งปกติที่มีแกนสมมาตร หน้าตาสวยงาม จากยอดระฆังลาดเอียงทางด้านซ้ายและขวาด้วยความโค้งที่ลาดเอียงเสมอกัน อย่างนี้ก็จะมีสัดส่วนของเกรด A และ F ใกล้เคียงกัน ส่วนที่อยู่ถัดมา B ก็จะใกล้เคียงกับ D ส่วนเกรด C ที่มีมากก็จะโดดเด่นอยู่ตรงกลางยอดระฆังนั่นเอง แต่เมื่อพล้อตกราฟจากคะแนนที่ได้แล้ว ระฆังโย้หัวไปทางขวามือ (กราฟเบ้ซ้าย) ก็แสดงว่าคนได้เกรดดี ๆ มีมาก ไม่ว่าจะเป็น A หรือ B แต่แบบนี้ก็ต้องระวังไม่ให้มีมากเกินไป ส่วนกรณีที่ระฆังโย้หัวไปทางซ้ายมือ(กราฟเบ้ขวา) ที่ทำให้มีผู้สอบตกจำนวนมาก ๆ ก็อาจปรับสัดส่วนให้มีผู้สอบตกน้อยลงได้

ลดอคติในการให้คะแนนข้อสอบอัตนัย

นอกเหนือจากการที่ไม่พยายามดูชื่อผู้สอบ ไม่พยายามเอาเรื่องคนเขียนหนังสืออย่างกับไก่เขี่ย อดทนไม่เหนื่อยล้าไม่ว่าจะตรวจถึงคนที่เท่าไหร่ก็ตาม ต้องให้ความเที่ยงธรรมมากที่สุด แล้ว ผู้ตรวจข้อสอบมักมีวิธีการตรวจข้อสอบดังต่อไปนี้
1. ตรวจคำเฉลยของตนเองอีกครั้ง ก่อนลงมือตรวจให้คะแนน
2. ตรวจให้คะแนนนักศึกษาทุกคนทีละข้อจนจบ คือตรวจข้อ 1 ก็ต้องตรวจให้ครบทุกคนก่อนจึงไปตรวจข้อที่ 2 หรือข้ออื่น ๆ ต่อ
ไป
3. ระหว่างตรวจให้คะแนนไปทีละข้อ นอกจากไม่สนใจที่จะรู้ว่าเป็นของใครทำ ยังจะต้องพยายามเปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ของ
คะแนน หาคนที่ได้คะแนนน้อยที่สุดเพื่อวางเป็นฐาน
4. หากตรวจตราการให้คะแนนอีกครั้งจะเป็นการให้ความเที่ยงธรรมมากขึ้นไปอีก

อาจารย์ให้คะแนนข้อสอบอัตนัยอย่างไร

การให้คะแนนข้อสอบแบบอัตนัยมีวิธีการอย่างหนึ่งที่นิยมใช้กัน ดังนี้

1. กำหนดน้ำหนักของข้อสอบแต่ละข้อว่าควรมีคะแนนข้อละเท่าไร
2. ในแต่ละข้อคำถามนั้น สิ่งสำคัญที่เป็นอง๕์ประกอบของคำตอบได้แก่อะไร นั่นคืออะไรเป็นกุญแจ(keywords) ของคำตอบ ถ้ามีคำเหล่านี้อยู่ด้วย โอกาสได้คะแนนสูง ๆ ก็มีได้ไม่ยาก
3. อะไรเป็นองค์ประกอบย่อยของ keywords เหล่านั้น แต่ละ keywords มีข้อย่อยอะไร
4. กำหนดคะแนนให้ keywords และหัวข้อย่อยของ keywords
5. เตรียมทำคำตอบที่ดีที่สุด อาจเป็นแค่เค้าโครงของคำตอบสำหรับเป็น "ธง" ในการให้คะแนนของผู้ออกข้อสอบ หรือเจ้าเป็นเกราะป้องกันความลำเอียงที่อาจเกิดขึ้นในขณะให้คะแนน
6. เตรียมทำคำตอบที่อาจเป็นแบบที่นักศึกษาจะตอบ จะเห็นว่าใกล้เคียงพอจะให้คะแนนในระดับสูงได้บ้าง คำตอบทำนองนี้อาจไม่ได้มีเพียงตัวอย่างเดียว อาจมีมากก็ได้
7. เตรียมทำรายการคำตอบที่อาจารย์ผู้ออกข้อสอบเคยมีประสบการณ์ว่านักศึกษาจะตอบผิดไปในแนวทางใดได้บ้าง บางครั้งก็มาจากความตั้งใจของผู้ออกข้อสอบที่ตั้งคำถามลวงไว้ และคิดว่านักศึกษาจะตอบผิดพลาดไปอย่างไร
8. คำถามที่มักใช้ในข้อสอบอัตนัย คือคำว่า "จงอธิบาย" "ทำไม" "อย่างไร" ดังนั้นการตอบจึงจะต้องตอบคำถามที่เป็นคำเหล่านี้ให้แน่ชัดลงไปให้ได้